กลับไปข่าวสาร
IT · 22 ส.ค. 2026 · 10 นาที

ร่าง พ.ร.บ. AI ของไทยปิดรับฟังความเห็นแล้ว จ่อเข้ากระบวนการกันยายนนี้

#กฎหมาย AI#PDPA#Governance#Compliance#Thailand
ร่าง พ.ร.บ. AI ของไทยปิดรับฟังความเห็นแล้ว จ่อเข้ากระบวนการกันยายนนี้

ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยปัญญาประดิษฐ์ ของไทยปิดรับฟังความเห็นสาธารณะไปเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2026 และขั้นถัดไปคือส่งให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจ ก่อนเข้าคณะรัฐมนตรีและรัฐสภา โดยรัฐบาลตั้งเป้าดันเข้าสู่กระบวนการนิติบัญญัติ ภายในเดือนกันยายน 2026 ถ้าออกมาได้ตามร่างที่เปิดให้อ่าน ไทยจะมีกฎหมาย AI แบบครอบคลุมฉบับแรก และจะเป็นหนึ่งในกรอบกำกับ AI ที่ครบที่สุดในเอเชียแปซิฟิก

จุดที่คนทำงานสายเทคควรอ่านก่อนเพื่อนไม่ใช่ชั้น high-risk ซึ่งเป็นเรื่องของโรงพยาบาล พลังงาน หรือโครงสร้างพื้นฐาน แต่คือสองข้อที่แตะคนวงกว้างกว่ามาก คือ ความรับผิดเด็ดขาดที่ผูกกับคนเอา AI ไปใช้ ไม่ใช่แค่คนสร้าง และ หน้าที่ทำเครื่องหมายเนื้อหาที่ AI สร้าง

สรุปสั้น ๆ: ETDA ปล่อยร่างฉบับแก้ไขออกรับฟังความเห็นช่วงต้นเดือนกรกฎาคม 2026 และปิดรับความเห็น 14 ส.ค. 2026 · ร่างแบ่ง AI เป็น 4 ชั้น (ห้าม / เสี่ยงสูง / ชั้นที่ต้องแจ้งหรือขอใบอนุญาตตามที่จะกำหนดในพระราชกฤษฎีกา / ชั้นที่ต้องเปิดเผยความเป็น AI) · ผู้ให้บริการและผู้นำไปใช้รับผิด ร่วมกันแบบเด็ดขาด ไม่ต้องพิสูจน์เจตนาหรือความประมาท และข้อยกเว้นความรับผิดในสัญญาใช้ไม่ได้ · ผู้ให้บริการต่างชาติต้อง มีผู้ประสานงานหรือผู้แทนในไทย · ค่าปรับทางปกครอง 1 ถึง 5 ล้านบาทต่อการฝ่าฝืน พร้อมอำนาจสั่งระงับบริการ เรียกคืนสินค้า และให้ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตบล็อกระบบ · ขอบเขต ผูกกับคนที่ได้รับผลกระทบในไทย ไม่ใช่ที่ตั้งบริษัท · ยังเป็นร่าง ไม่ใช่กฎหมายที่บังคับใช้แล้ว เนื้อหาเปลี่ยนได้อีกก่อนถึงมือสภา

ตอนนี้เรื่องไปถึงไหนแล้ว

ไทยเดินเรื่องกฎหมาย AI มาหลายปีและหลายฉบับซ้อนกัน ตั้งแต่ร่างพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการประกอบธุรกิจที่ใช้ระบบ AI ของ ONDE เมื่อปี 2022 กับร่างกฎหมายส่งเสริมนวัตกรรม AI ของ ETDA เมื่อปี 2023 ซึ่งต่อมาถูกยุบรวมเป็น (ร่าง) หลักการของกฎหมายว่าด้วยปัญญาประดิษฐ์ ที่กระทรวงดีอีกับ ETDA เปิดรับฟังความเห็นเมื่อกลางปี 2025

สิ่งที่เกิดขึ้นในปี 2026 คือการยกระดับจาก “หลักการ” มาเป็น ตัวร่างพระราชบัญญัติจริง ที่มีมาตราให้อ่าน ETDA ปล่อยร่างนี้ออกมารับฟังความเห็นในช่วงต้นเดือนกรกฎาคม 2026 หลังงาน AI Governance Week 2026 ไม่นาน (สำนักกฎหมายที่ติดตามเรื่องนี้ระบุวันเผยแพร่ต่างกันอยู่ระหว่าง 2 กับ 9 กรกฎาคม แต่ตรงกันหมดว่าปิดรับความเห็นวันที่ 14 สิงหาคม) และตอนนี้อยู่ในช่วงที่ ETDA เก็บความเห็นไปปรับร่าง

เส้นทางที่เหลือคือ ร่างที่ปรับแล้วจะถูกส่งให้ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ตรวจ จากนั้นเข้า คณะรัฐมนตรี แล้วจึงเข้า รัฐสภา โดยฝ่ายนโยบายตั้งเป้าให้เข้ากระบวนการนิติบัญญัติภายในเดือนกันยายน 2026 ส่วนกรอบเวลาจนถึงวันประกาศใช้จริงยังไม่มีใครระบุชัด ประมาณการที่พบในบทวิเคราะห์ของสำนักกฎหมายอยู่ที่ราว 6 ถึง 24 เดือนหลังผ่านความเห็นชอบ

ร่างนี้แบ่ง AI ออกเป็น 4 ชั้น

โครงหลักยกมาจากแนวทาง risk-based แบบเดียวกับ EU AI Act คือแบ่งตามระดับความเสี่ยงแล้วให้ภาระต่างกัน ไม่ได้คุมเท่ากันหมด

  • ชั้นที่ห้าม ครอบคลุมระบบที่จัดการพฤติกรรมคนด้วยเทคนิคใต้สำนึก และระบบที่สร้างการเลือกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมในวงกว้างด้วยการประมวลผลข้อมูลที่ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องนั้น
  • ชั้นเสี่ยงสูง คือระบบที่กระทบความมั่นคง สาธารณสุข สิ่งแวดล้อม พลังงาน โทรคมนาคม การขนส่ง และสาธารณูปโภค ชั้นนี้รับภาระเต็มทั้งฝั่งผู้ให้บริการและผู้นำไปใช้
  • ชั้นที่ต้องแจ้ง ขึ้นทะเบียน หรือขอใบอนุญาต เป็นชั้นที่ร่างเปิดช่องไว้แล้วให้ไปกำหนดรายละเอียดในพระราชกฤษฎีกาภายหลัง ตอนนี้จึงยังไม่มีรายการชัดว่าใครเข้าข่าย
  • ชั้นที่ต้องเปิดเผยความเป็น AI คือกลุ่ม deepfake แชทบอท และ generative AI ทั่วไป ชั้นนี้เองที่แตะคนจำนวนมากที่สุด

ข้อสังเกตที่ต่างจากฝั่งยุโรปคือชั้นเสี่ยงสูงของไทยเขียนอิงกับ ภาคส่วนของประเทศ (พลังงาน โทรคมนาคม สาธารณูปโภค) มากกว่าจะอิงกับ ประเภทการตัดสินใจที่กระทบสิทธิบุคคล อย่างที่ภาคผนวก III ของ EU AI Act ทำ (คัดคนเข้าทำงาน ให้คะแนนสินเชื่อ ระบบการศึกษา) แปลว่าบริษัทที่ทำซอฟต์แวร์คัดใบสมัครงานอาจไม่เข้าชั้นเสี่ยงสูงตามร่างไทย แต่เข้าตามกฎยุโรป ใครทำระบบขายทั้งสองตลาดต้องอ่านสองฉบับ ไม่ใช่ฉบับเดียวแล้วเหมาว่าครอบคลุม

หน้าที่ติดป้ายเนื้อหาที่ AI สร้าง

ข้อนี้แบ่งภาระเป็นสองฝั่งชัดเจน

ฝั่งคนทำเครื่องมือ ผู้พัฒนาระบบที่สร้างภาพ เสียง หรือวิดีโอ ต้องฝัง เครื่องหมายที่เครื่องอ่านได้ ลงในผลลัพธ์ เพื่อให้ระบุได้ว่าเนื้อหานั้นมาจาก AI พร้อมมีมาตรการลดความเสี่ยงประกอบ

ฝั่งคนเผยแพร่ ผู้ที่นำเนื้อหาซึ่ง AI สร้างออกเผยแพร่ต้องเปิดเผยว่าเป็นเนื้อหาที่ AI สร้าง เมื่อเนื้อหานั้นเกี่ยวข้องกับ การเลือกตั้ง ความมั่นคงของชาติ ความน่าเชื่อถือด้านการลงทุน สรรพคุณของอาหารและยา การแอบอ้างเป็นบุคคลอื่น หรือการกระทำผิดกฎหมาย

รายการนี้แคบกว่าของยุโรปที่บังคับติดเครื่องหมายกับเนื้อหาสังเคราะห์แทบทุกประเภท แต่กว้างพอที่จะครอบคลุมงานที่คนทำคอนเทนต์ทำอยู่จริงทุกวัน โดยเฉพาะสองหมวดท้ายคือการแอบอ้างบุคคลและสรรพคุณอาหารและยา ซึ่งเป็นสองเรื่องที่โฆษณาบนโซเชียลไทยใช้ AI ทำกันหนาแน่นที่สุดอยู่แล้ว

จุดที่แรงที่สุดของร่าง คือความรับผิดเด็ดขาด

ถ้าจะอ่านร่างนี้แค่ข้อเดียว ให้อ่านข้อนี้

ร่างกำหนดให้ ผู้ให้บริการและผู้นำระบบไปใช้ (deployer) รับผิดร่วมกันต่อความเสียหายที่เกิดจาก AI โดยไม่ต้องพิสูจน์เจตนาหรือความประมาท ซึ่งเป็นมาตรฐานความรับผิดที่เข้มกว่าหลักละเมิดทั่วไปมาก ปกติผู้เสียหายต้องพิสูจน์ว่าอีกฝ่ายจงใจหรือประมาท แต่ในโครงแบบนี้แค่พิสูจน์ว่าความเสียหายเกิดจากระบบก็พอ

ข้อต่อสู้ที่เหลือมีจำกัดมาก คือ เหตุสุดวิสัย ความผิดของผู้เสียหายเอง หรือการทำตามคำสั่งของเจ้าหน้าที่ เท่านั้น และที่สำคัญกว่านั้นคือ ข้อจำกัดความรับผิดที่เขียนไว้ในสัญญาใช้ไม่ได้ แปลว่าประโยคยาว ๆ ในเงื่อนไขการให้บริการที่ผู้ขายซอฟต์แวร์เขียนไว้ว่าไม่รับผิดชอบต่อผลลัพธ์ของ AI จะไม่ช่วยอะไรทั้งฝั่งผู้ขายและฝั่งคนซื้อไปใช้

คำที่ต้องขีดเส้นใต้คือ deployer เพราะมันหมายถึงคนที่เอา AI ของคนอื่นไปใช้ในกิจการของตัวเอง ไม่ใช่คนที่สร้างโมเดล ร้านที่เอาแชทบอทสำเร็จรูปมาตอบลูกค้า คลินิกที่ใช้ AI ช่วยคัดกรองนัด หรือบริษัทที่ใช้ AI ช่วยร่างเอกสารให้ลูกค้า ล้วนอยู่ในนิยามนี้ทั้งหมด

ผู้ให้บริการต่างชาติต้องมีตัวแทนในไทย

ร่างครอบคลุม ผู้พัฒนา ผู้ให้บริการ ผู้นำไปใช้ และผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม รวมถึงนิติบุคคลต่างประเทศ โดยขอบเขตผูกกับ การพัฒนาหรือใช้งาน AI ที่ส่งผลถึงคนในไทย แม้จะทำจากนอกประเทศ

ผู้ให้บริการต่างชาติที่ให้บริการคนไทยต้อง แต่งตั้งผู้ประสานงานหรือผู้แทนที่ได้รับมอบอำนาจในไทย และในบางกรณีผู้แทนรายนั้นทำหน้าที่แทนโดย ไม่มีการจำกัดความรับผิด ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่หนักพอจะทำให้ผู้ให้บริการรายเล็กจากต่างประเทศคิดหนักว่าจะเปิดให้คนไทยใช้บริการต่อหรือไม่ นี่คือกลไกเดียวกับที่ยุโรปใช้ในการดึงผู้ให้บริการนอกเขตเข้ามาอยู่ในระบบ และเป็นเหตุผลว่าทำไมบริการบางตัวถึงเลือกปิดกั้นผู้ใช้ในบางประเทศแทนที่จะปฏิบัติตาม

ร่างยังมีข้อกำหนดเรื่องการเก็บข้อมูลไว้ในประเทศสำหรับผู้ขายที่ให้บริการหน่วยงานรัฐและโครงสร้างพื้นฐานสำคัญด้วย

บทลงโทษ อำนาจบังคับ และช่วงเปลี่ยนผ่าน

  • ค่าปรับทางปกครอง 1 ถึง 5 ล้านบาทต่อการฝ่าฝืน ไล่ตามความร้ายแรง
  • อำนาจบังคับ ครอบคลุมการสั่งให้แก้ไข ขอให้ศาลสั่งระงับการให้บริการ สั่งเรียกคืนสินค้า และขอให้ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตบล็อกการเข้าถึงระบบที่ไม่ปฏิบัติตาม
  • ข้อยกเว้น ได้แก่ การใช้ส่วนตัวในครัวเรือน งานวิจัยของสถาบันอุดมศึกษาที่ผ่านการรับรองจริยธรรม การวิจัยและพัฒนาก่อนนำออกเผยแพร่ และประเภทที่จะกำหนดยกเว้นเพิ่มในพระราชกฤษฎีกา
  • ช่วงเปลี่ยนผ่าน มาตรการที่เกี่ยวกับการนำผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาดมีผลทันทีเมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษา ส่วนมาตรการควบคุมความเสี่ยงและการกำกับดูแลตามมาอีก 180 วัน

ฝั่งส่งเสริมก็มีเช่นกัน กรอบที่ ETDA วางไว้มีทั้ง regulatory sandbox ที่ให้ safe harbour จากโทษระหว่างทดสอบ (แต่ความรับผิดทางแพ่งยังอยู่) และ ข้อยกเว้นลิขสิทธิ์สำหรับการทำเหมืองข้อความและข้อมูล เพื่อรองรับการเทรนโมเดล นอกจากนี้หน่วยงานกำกับรายภาคอย่าง ก.ล.ต. ธนาคารแห่งประเทศไทย และ คปภ. ยังออกแนวปฏิบัติเฉพาะภาคของตัวเองเพิ่มได้

ย้ำอีกครั้งเพราะสำคัญ นี่ ยังเป็นร่าง ไม่ใช่กฎหมายที่บังคับใช้แล้ว ตัวเลข ถ้อยคำ และขอบเขตทั้งหมดข้างต้นเปลี่ยนได้อีกในชั้นกฤษฎีกาและชั้นสภา บทความนี้เป็นการสรุปเพื่อให้เตรียมตัว ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมาย

วิเคราะห์: ร่างนี้แตะใครบ้าง และควรเตรียมอะไร

กระทบนักพัฒนาและคนทำเว็บทั่วไปยังไง

ถ้าคุณทำเว็บหรือแอปที่มีแชทบอท คุณอยู่ในชั้นที่ต้องเปิดเผยความเป็น AI ซึ่งเป็นชั้นที่ภาระต่ำสุดและทำได้ด้วยการเขียนข้อความบอกผู้ใช้ให้ชัด งานนี้ถูกและใช้เวลาไม่กี่ชั่วโมง

แต่ถ้าคุณ เอา AI ไปตัดสินใจอะไรแทนคน เรื่องเปลี่ยนทันที เพราะความรับผิดเด็ดขาดไม่สนใจว่าคุณเขียนโค้ดเองหรือเรียก API ของคนอื่น ตัวอย่างที่ใกล้ตัวที่สุดคือบอทตอบลูกค้าที่ตอบเรื่องเงื่อนไขสินค้าผิด หรือระบบสรุปเอกสารที่สรุปตัวเลขผิดแล้วลูกค้าเอาไปใช้ตัดสินใจ ในโครงแบบนี้คุณไม่ได้ถูกถามว่าคุณประมาทหรือเปล่า แต่ถูกถามว่าความเสียหายเกิดจากระบบของคุณหรือเปล่า

จุดที่คนมักเข้าใจผิดคือคิดว่า “ใช้ของ OpenAI หรือ Anthropic แล้วเขารับผิดชอบเอง” ร่างนี้เขียนไว้ตรงข้าม คือให้รับผิด ร่วมกัน และตัดข้อจำกัดความรับผิดในสัญญาออกไป

กระทบทีมเล็กและ SME ไทยโดยเฉพาะ

ข่าวดีคือร่างไม่ได้เรียกภาระเอกสารหนักจากทุกคน คนส่วนใหญ่จะตกอยู่ในชั้นเปิดเผยความเป็น AI ซึ่งจัดการได้เอง ไม่ต้องจ้างที่ปรึกษา และข้อยกเว้นเรื่องการใช้ส่วนตัวกับการวิจัยก่อนเผยแพร่ก็กันกรณีทดลองเล่นออกไปแล้ว

ข่าวร้ายคือความรับผิดเด็ดขาดไม่มีส่วนลดสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก ต่างจาก EU AI Act ที่กำหนดเพดานค่าปรับต่ำกว่าสำหรับ SME และสตาร์ตอัปไว้ชัดเจน ร่างไทยที่เห็นตอนนี้ยังไม่มีกลไกลดหย่อนแบบเดียวกัน ค่าปรับขั้นต่ำ 1 ล้านบาทเป็นตัวเลขที่ร้านค้าออนไลน์หรือเอเจนซีเล็ก ๆ รับไม่ไหวเท่ากับบริษัทใหญ่ ตรงนี้คือประเด็นที่น่าจับตาว่าจะถูกแก้ในชั้นกฤษฎีกาหรือไม่

อีกข้อที่ควรเผื่อใจไว้คือถ้าข้อกำหนดเรื่องผู้แทนในไทยผ่านออกมาตามร่าง เครื่องมือ AI รายเล็กจากต่างประเทศบางตัวอาจเลือกไม่ให้บริการคนไทยแทนที่จะตั้งตัวแทน ทีมที่พึ่งเครื่องมือเฉพาะทางตัวเดียวควรมีแผนสำรองไว้ตั้งแต่ตอนนี้

เชื่อมกับเรื่อง Local AI ยังไง

ร่างนี้เพิ่มน้ำหนักให้เหตุผลของการรัน AI ในเครื่องตัวเองอีกหนึ่งชั้น และเป็นน้ำหนักคนละแบบกับที่เคยพูดกัน

เหตุผลเดิมของ Local AI คือข้อมูลไม่ออกนอกองค์กรตาม พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งเป็นเรื่องของ ข้อมูลขาเข้า แต่ร่าง พ.ร.บ. AI เพิ่มมิติของ ผลลัพธ์ขาออกและความรับผิด เข้ามา เมื่อคุณรับผิดต่อสิ่งที่ระบบตอบออกไปโดยไม่ต้องมีใครพิสูจน์ความประมาท คำถามว่า “โมเดลนี้เปลี่ยนพฤติกรรมเมื่อไหร่โดยที่เราไม่รู้” กลายเป็นคำถามที่มีราคาเป็นตัวเงิน โมเดลที่โหลดมาไว้ในเครื่องมีข้อได้เปรียบตรงที่มัน นิ่ง คุณล็อกเวอร์ชันได้ ทดสอบซ้ำได้ และเก็บ log ได้ครบโดยไม่ต้องขอจากใคร ส่วนโมเดลผ่าน API เปลี่ยนเบื้องหลังได้โดยที่คุณไม่มีทางรู้จนกว่าผลลัพธ์จะเพี้ยน

บวกกับข้อกำหนดเรื่องการเก็บข้อมูลในประเทศสำหรับผู้ขายที่ให้บริการหน่วยงานรัฐและโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ ใครที่ขายงานเข้าภาครัฐควรถือว่าเรื่องนี้เป็นข้อกำหนดทางเทคนิคของงานถัดไป ไม่ใช่เรื่องนโยบายไกลตัว ตัวอย่างงานที่ทำได้จริงด้วยโมเดลที่รันเอง อ่านต่อได้ที่ Local AI เอาไปทำอะไรได้บ้าง

ควรเริ่มทำอะไรตั้งแต่ตอนนี้

งานที่คุ้มที่สุดตอนนี้ไม่ใช่การจ้างที่ปรึกษากฎหมาย เพราะร่างยังเปลี่ยนได้ แต่เป็นงานที่ต้องทำอยู่แล้วไม่ว่ากฎหมายจะออกมาหน้าตาไหน

  • ทำบัญชีว่าองค์กรใช้ AI ตรงไหนบ้าง ทั้งที่สร้างเองและที่ซื้อมา รวมถึงฟีเจอร์ AI ที่ติดมากับซอฟต์แวร์ที่ใช้อยู่โดยไม่ได้ตั้งใจซื้อ งานนี้ยากกว่าที่คิดและทำย้อนหลังตอนถูกถามไม่ทัน
  • ดูว่าตัวเองเป็น deployer ตรงไหน ทุกจุดที่ AI ตอบลูกค้าหรือมีผลต่อการตัดสินใจ ให้ถือว่าเข้าข่ายไว้ก่อน
  • เปิดเผยความเป็น AI ให้ครบตั้งแต่วันนี้ บอกให้ชัดว่ากำลังคุยกับบอท และติดป้ายเนื้อหาที่ AI สร้างในหมวดที่ร่างระบุไว้ ข้อนี้ทำฟรีและเป็นข้อเดียวกับที่ EU บังคับไปแล้วตั้งแต่ 2 สิงหาคม ถ้าคุณมีลูกค้ายุโรปด้วยก็ได้สองต่อ
  • เก็บ log ว่าใครถามอะไรและระบบตอบอะไร พร้อมบันทึกว่าใช้โมเดลเวอร์ชันไหน เพราะเมื่อความรับผิดไม่ต้องพิสูจน์เจตนา สิ่งเดียวที่ช่วยคุณได้คือหลักฐานว่าเกิดอะไรขึ้นจริง
  • อ่านสัญญากับผู้ให้บริการโมเดลใหม่ โดยเฉพาะข้อจำกัดความรับผิด แล้วเผื่อใจว่ามันอาจใช้ไม่ได้ตามร่างนี้
  • ให้มีคนตรวจก่อนเสมอในงานที่กระทบคน โดยเฉพาะเรื่องสุขภาพ การเงิน และเรื่องที่เกี่ยวกับตัวบุคคล การมีคนอยู่ในลูปคือมาตรการที่ถูกที่สุดและได้ผลที่สุด
  • ติดตามข่าวช่วงกันยายน เพราะถ้าร่างเข้าสู่กระบวนการตามเป้า จะมีเวอร์ชันที่ต่างจากที่อ่านกันตอนนี้ออกมาให้ดู

ภาพรวมของเรื่องนี้คือไทยกำลังเดินตามโครงของยุโรปแต่ใส่ของตัวเองเข้าไปในจุดที่หนักกว่าต้นฉบับ ยุโรปเน้นภาระเอกสารและกระบวนการ ส่วนร่างไทยเน้น ความรับผิดและอำนาจสั่งบล็อก ซึ่งเป็นเครื่องมือที่บังคับได้เร็วกว่าและเจ็บกว่าสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก คนที่ควรตื่นตัวจึงไม่ใช่แค่บริษัทที่ทำ AI ขาย แต่คือทุกคนที่เอา AI มาใส่ในงานที่มีลูกค้าอยู่ปลายทาง ส่วนการเตรียมทีมและกระบวนการให้รับมือของแบบนี้ได้ในระยะยาว อ่านต่อได้ที่ เตรียมทีมให้พร้อมสำหรับยุค AI

อ่านต้นทางที่ Baker McKenzie (Thailand) · ETDA
Ruklay Pousajja
Ruklay Pousajja BI Consultant & Data Engineer

ข่าวอื่น ๆ

EU AI Act 2 ส.ค. 2026: ของที่บังคับจริงคือความโปร่งใส ไม่ใช่ high-riskIT

EU AI Act 2 ส.ค. 2026: ของที่บังคับจริงคือความโปร่งใส ไม่ใช่ high-risk

กฎชุด high-risk ที่ทุกคนเตรียมรับวันที่ 2 สิงหาคม ถูกเลื่อนออกไปถึงปลายปี 2027 ด้วยกฎหมายที่เพิ่งมีผลเมื่อ 27 กรกฎาคม แต่ข้อที่ไม่ถูกเลื่อนเลยคือมาตรา 50 เรื่องการเปิดเผยว่าผู้ใช้กำลังคุยกับ AI และการทำเครื่องหมายเนื้อหาที่ AI สร้าง ซึ่งบังคับกับบริษัทนอก EU ด้วยถ้ามีผู้ใช้อยู่ใน EU

1 ส.ค. 2026ที่มา: European Commission (Shaping Europe’s digital future)
Microsoft ทุ่ม $2.5B ตั้ง Frontier Company ส่งวิศวกร AI ไปฝังตัวในบริษัทลูกค้าIT

Microsoft ทุ่ม $2.5B ตั้ง Frontier Company ส่งวิศวกร AI ไปฝังตัวในบริษัทลูกค้า

Microsoft เปิดหน่วยธุรกิจใหม่ Frontier Company งบ 2.5 พันล้านดอลลาร์ คน 6,000 คน ส่งวิศวกรไปนั่งทำงานในบริษัทลูกค้าโดยตรง — สัญญาณว่าคอขวดของ AI องค์กรไม่ใช่ตัวโมเดลอีกต่อไป แต่คือ "ใครจะเอาไปใช้งานจริงให้ได้"

22 ก.ค. 2026ที่มา: Microsoft (Official Blog)