ครม. ตั้งบอร์ดคุมดาต้าเซ็นเตอร์: ไฟ น้ำ ที่ดิน ต้องผ่านด่านก่อน
คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อตั้ง คณะกรรมการนโยบายธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2026 ให้เป็นเจ้าภาพเดียวที่กำหนดนโยบายและมาตรฐานของธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ทั้งระบบ เหตุผลตรงไปตรงมาคือเงินลงทุนไหลเข้าเร็วกว่ากติกาที่มีอยู่มาก และสามเรื่องที่รัฐกังวลที่สุดคือ ไฟฟ้า น้ำ และการใช้ที่ดิน
สิ่งที่ทำให้ข่าวนี้ต่างจากข่าวตั้งคณะกรรมการทั่วไป คือจนถึงวันนี้ไทย ยังไม่มีกฎหมายเฉพาะสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์เลยสักฉบับ ธุรกิจนี้ถูกกำกับด้วยกฎหมายที่กระจัดกระจายกันอยู่ ทั้งควบคุมอาคาร ผังเมือง การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว และใบอนุญาตโทรคมนาคม ทั้งที่เม็ดเงินระดับแสนล้านกำลังจ่อเข้ามา
สรุปสั้น ๆ: ครม. อนุมัติหลักการตั้ง คณะกรรมการนโยบายธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ เมื่อ 5 ส.ค. 2026 ผ่านร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี · ประธานคือ รองนายกรัฐมนตรี ที่นายกฯ มอบหมาย รองประธานคือ รัฐมนตรีดีอี มหาดไทย และพลังงาน พร้อมข้าราชการระดับสูง 12 คน และผู้ทรงคุณวุฒิไม่เกิน 3 คน · คุม 5 ด้าน คือ พลังงานสะอาดและความมั่นคงพลังงาน / ราคาและประสิทธิภาพพลังงาน / การจัดการน้ำ / ผังเมืองและความปลอดภัยจากอัคคีภัย / ความมั่นคงของข้อมูลและผลกระทบต่อชุมชน · คำขอลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ปี 2025 อยู่ที่ 37 คำขอ 736,550 ล้านบาท แต่แค่ ม.ค. ถึง มี.ค. 2026 มี 7 โครงการ 872,490 ล้านบาท แซงทั้งปีก่อนไปแล้ว · ยังเป็นร่างระเบียบ ยังไม่ใช่กฎหมายเฉพาะ และรายละเอียดยังเปลี่ยนได้
ทำไมต้องตั้งบอร์ดตอนนี้
ตัวเลขอธิบายได้ดีที่สุด คำขอรับการส่งเสริมการลงทุนสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์โดยเฉพาะขยับจากราว 99,000 ล้านบาทในปี 2024 ไปเป็น 736,550 ล้านบาทจาก 37 คำขอในปี 2025 คือโตราวเจ็ดเท่าในปีเดียว แล้วปี 2026 ก็ไม่ได้ชะลอ เพราะช่วง มกราคมถึงมีนาคม 2026 เพียงไตรมาสเดียว มีคำขอดาต้าเซ็นเตอร์ 7 โครงการ มูลค่ารวม 872,490 ล้านบาท ซึ่งมากกว่ายอดทั้งปี 2025 เรียบร้อยแล้ว
ภาพรวมของ BOI ก็ไปทางเดียวกัน ตัวเลขครึ่งปีแรก 2026 ที่ BOI เผยแพร่เมื่อ 23 กรกฎาคม ระบุคำขอรับการส่งเสริมรวมทุกอุตสาหกรรม 1.47 ล้านล้านบาท (ราว 43,600 ล้านดอลลาร์) จาก 1,299 โครงการ เพิ่มขึ้น 37% จากปีก่อน โดย กลุ่มดิจิทัลเป็นตัวขับหลักที่ 1.115 ล้านล้านบาท และประเทศที่ยื่นลงทุนมากที่สุดคือสิงคโปร์ที่ราว 33,200 ล้านดอลลาร์จาก 158 โครงการ ซึ่งสะท้อนว่าเงินก้อนใหญ่มาจากผู้เล่นคลาวด์ระดับภูมิภาค
ปัญหาคือ เงินอนุมัติแล้วไม่ได้แปลว่าของสร้างเสร็จ บางกอกโพสต์รายงานว่า BOI อนุมัติดาต้าเซ็นเตอร์เพื่อรองรับผู้พัฒนา AI ไปแล้ว 16 แห่ง แต่ยังไม่มีแห่งไหนสร้างเสร็จ และประเทศก็ยังไม่มีกรอบกฎหมายเฉพาะสำหรับสิ่งปลูกสร้างประเภทนี้ ตัวอย่างที่เห็นภาพชัดคือดาต้าเซ็นเตอร์คลาวด์ของ Google ที่ชลบุรี ซึ่งยังอยู่ระหว่างก่อสร้างและคาดว่าจะเปิดใช้งานได้ในอีกราวสองปี
ช่องว่างระหว่าง “อนุมัติแล้ว” กับ “ใช้งานได้จริง” นี่เองที่ทำให้รัฐเริ่มกังวลเรื่องทรัพยากร เพราะถ้าโครงการที่จ่อคิวอยู่เดินหน้าพร้อมกันทั้งหมด ความต้องการไฟฟ้าและน้ำจะกระโดดขึ้นแบบที่ระบบปัจจุบันไม่ได้วางแผนรองรับไว้
บอร์ดนี้หน้าตาเป็นยังไง และคุมอะไรบ้าง
โครงสร้างถูกออกแบบให้มีอำนาจข้ามกระทรวง เพราะปัญหาของธุรกิจนี้ก็คือมันคาบเกี่ยวหลายหน่วยงาน
- ประธาน คือรองนายกรัฐมนตรีที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย
- รองประธาน คือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงพลังงาน
- กรรมการ เป็นข้าราชการระดับสูง 12 คน และผู้ทรงคุณวุฒิที่นายกรัฐมนตรีแต่งตั้งอีกไม่เกิน 3 คน
หน้าที่หลักคือ เสนอนโยบาย มาตรฐาน และแนวปฏิบัติระดับชาติ ให้หน่วยงานที่ทำหน้าที่อนุมัติ อนุญาต และให้บริการผู้ประกอบการดาต้าเซ็นเตอร์ พูดง่าย ๆ คือไม่ได้ออกใบอนุญาตเอง แต่เป็นคนกำหนดว่าหน่วยงานที่ออกใบอนุญาตอยู่แล้วต้องใช้เกณฑ์อะไร รวมถึงการประเมินผลกระทบของธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ต่อประเทศ
ขอบเขตที่ต้องดูมี 5 ด้าน
- พลังงานสะอาดและความมั่นคงพลังงาน ดูว่าโครงการจะดึงไฟจากไหน และกระทบเสถียรภาพระบบไฟฟ้าหรือไม่
- ราคาพลังงานที่เป็นธรรมและประสิทธิภาพการใช้ไฟ ประเด็นนี้ตรงไปตรงมาว่าไม่ต้องการให้การใช้ไฟมหาศาลของดาต้าเซ็นเตอร์ไปดันค่าไฟของประชาชน
- การบริหารจัดการน้ำ เพราะระบบระบายความร้อนใช้น้ำเยอะ และการปล่อยน้ำอุ่นกลับสู่แหล่งน้ำก็มีผลต่อคุณภาพน้ำและระบบนิเวศ
- ผังเมืองและความปลอดภัย ครอบคลุมการเลือกที่ตั้งและมาตรการป้องกันอัคคีภัย
- ความมั่นคงของข้อมูลระดับชาติ ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน พร้อมกลไกเยียวยา และการสอดคล้องกับเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน
โฆษกรัฐบาลสรุปเจตนาไว้ชัดว่าธุรกิจนี้จะไม่ใช่ธุรกิจที่ใครก็เข้ามาทำได้ ทุกการลงทุนต้องผ่านมาตรฐานที่คณะกรรมการกำหนด
ย้ำจุดที่คนอ่านข่าวมักพลาด นี่คือ ร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ ครม. เพิ่งอนุมัติหลักการ ไม่ใช่พระราชบัญญัติดาต้าเซ็นเตอร์ กลไกที่ได้จึงเป็นการรวมศูนย์เชิงนโยบาย ยังไม่ใช่การมีกฎหมายเฉพาะที่มีบทลงโทษของตัวเอง
กติกาที่บังคับใช้อยู่แล้ววันนี้
ระหว่างที่บอร์ดยังไม่เริ่มทำงาน ผู้ประกอบการก็ไม่ได้อยู่ในสุญญากาศ เพราะ BOI ขยับเกณฑ์มาก่อนหน้านี้หลายรอบแล้ว
ตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 2025 BOI แบ่งดาต้าเซ็นเตอร์ออกเป็นสองประเภทตามประสิทธิภาพพลังงาน
- ประเภทประสิทธิภาพสูง (8.2.1.1) ได้ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 8 ปี
- ประเภทมาตรฐาน (8.2.1.2) ได้ 5 ปี
ทั้งสองแบบมีเพดานการยกเว้นที่ 100% ของมูลค่าเงินลงทุน เส้นแบ่งที่ใช้ตัดสินว่าเข้าประเภทประสิทธิภาพสูงหรือไม่คือค่า PUE ไม่เกิน 1.3 (Power Usage Effectiveness คืออัตราส่วนไฟทั้งหมดที่อาคารใช้ ต่อไฟที่เข้าเครื่องเซิร์ฟเวอร์จริง ยิ่งใกล้ 1.0 ยิ่งแปลว่าไฟแทบไม่รั่วไปกับระบบทำความเย็น)
เงื่อนไขอื่นที่ตามมาในประกาศชุดถัดมาได้แก่ แผนบริหารจัดการน้ำ แผนแสดงประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้รับ ใบรับรองมาตรฐานความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศ การฝึกอบรมบุคลากร กิจกรรมวิจัยและพัฒนา และความร่วมมือกับมหาวิทยาลัย รวมถึงเงื่อนไขที่มีผลกับตลาดแรงงานโดยตรงคือ ตำแหน่งระดับบริหารและผู้เชี่ยวชาญอย่างน้อย 50% ต้องเป็นคนไทยภายใน 3 ปี
ล่าสุดปี 2026 ยังเพิ่มด่านพลังงานเข้าไปอีกชั้น คือผู้ยื่นขอต้องได้ หนังสือยืนยันจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ก่อนยื่นคำขอ BOI สำหรับกิจการดาต้าเซ็นเตอร์บางประเภท เท่ากับต้องพิสูจน์ก่อนว่ามีไฟรองรับจริง ถึงจะไปคุยเรื่องสิทธิประโยชน์ได้
จุดที่ยังไม่นิ่ง ต่างชาติจะถือหุ้นข้างมากได้อีกไหม
ประเด็นนี้อาจกระทบโครงสร้างธุรกิจมากกว่าเรื่องภาษีเสียอีก มีรายงานว่า กสทช. กำลังพิจารณาย้ายบริการดาต้าเซ็นเตอร์จากใบอนุญาตโทรคมนาคมแบบที่ 1 ไปเป็นแบบที่ 3
ความต่างอยู่ตรงนี้ แบบที่ 1 เปิดให้ต่างชาติถือหุ้นข้างมากได้ แต่แบบที่ 3 จะต้องเป็น ทุนไทยข้างมาก และมีเงื่อนไขการกำกับที่เข้มขึ้นเทียบเท่าผู้ประกอบการโครงสร้างพื้นฐาน ถ้าเปลี่ยนจริง ผู้เล่นต่างชาติที่วางแผนลงทุนเองทั้งก้อนจะต้องกลับไปทบทวนโครงสร้างการถือหุ้นใหม่ และรูปแบบร่วมทุนกับพันธมิตรไทยจะกลายเป็นทางหลักแทน
ที่ผ่านมาโครงการใหญ่ในไทยหลายรายก็มาในรูปร่วมทุนอยู่แล้ว เช่น True Internet Data Centre, GSA Data Centre 05 ที่เป็นการร่วมทุนระหว่าง Gulf, Singtel และ AIS และ Stellar DC ที่ STECON Group ทำร่วมกับ SC Zeus
ควรย้ำว่าเรื่องนี้ ยังเป็นการพิจารณา ยังไม่มีผลบังคับ แต่ถ้าอ่านรวมกับการตั้งบอร์ดนโยบายในสัปดาห์เดียวกัน ทิศทางค่อนข้างชัดว่ารัฐกำลังมองดาต้าเซ็นเตอร์เป็นโครงสร้างพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์ ไม่ใช่แค่ธุรกิจให้เช่าพื้นที่วางเซิร์ฟเวอร์
อีกด้านหนึ่ง รัฐไทยเองก็กำลังย้ายขึ้นคลาวด์
เรื่องที่เดินคู่กันมาแต่คนละสายคือนโยบาย Cloud First ของภาครัฐ ซึ่งเริ่มบังคับตั้งแต่ต้นปีงบประมาณ 2569 โดยให้การจัดซื้อและพัฒนาคลาวด์ของหน่วยงานรัฐทั้งหมดไปรวมอยู่บนแพลตฟอร์มกลาง GDCC (Government Data Center and Cloud Service) ที่อยู่ภายใต้กระทรวงดีอี และมี NT เป็นผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐาน ส่วน DGA ได้รับมอบหมายเป็นผู้บริหารจัดการบริการคลาวด์ภาครัฐ
รัฐบาลตั้งงบไว้ราว 10,000 ล้านบาท สำหรับปีงบดังกล่าว และตั้งเป้าว่านโยบายนี้จะ ลดต้นทุนด้านคลาวด์และดาต้าเซ็นเตอร์ของภาครัฐได้ราว 30% โดยเป้าหมายปลายทางคือหน่วยงานรัฐย้ายระบบงานขึ้นคลาวด์อย่างเต็มรูปแบบ ครอบคลุมทั้งงานอนุญาต ภาษี ใบอนุญาต และการยื่นเอกสารทางกฎหมาย
อ่านสองเรื่องนี้พร้อมกันแล้วภาพจะชัดขึ้น รัฐต้องการทั้ง ให้คลาวด์ตั้งอยู่ในประเทศ และ ให้ตัวเองย้ายไปอยู่บนคลาวด์ พร้อมกัน ซึ่งแปลว่าความต้องการดาต้าเซ็นเตอร์ในไทยจะไม่ได้มาจากบริษัทต่างชาติฝ่ายเดียว แต่มาจากภาครัฐเองด้วย
วิเคราะห์ เรื่องนี้แตะใครบ้าง และควรเตรียมอะไร
กระทบนักพัฒนาและทีมเทคทั่วไปยังไง
จุดที่ใช้ตัดสินใจได้ทันทีคือ อย่าวางสถาปัตยกรรมโดยสมมติว่าจะมี region ไทยให้ใช้ในปีหน้า ตัวเลขอนุมัติ 16 แห่งฟังดูเยอะ แต่ยังไม่มีแห่งไหนเปิดใช้งาน และของที่กำลังสร้างอย่างฝั่ง Google ก็ยังต้องรออีกราวสองปี ระหว่างนี้ระบบที่ต้องการ latency ต่ำสำหรับผู้ใช้ไทยยังต้องพึ่งสิงคโปร์เป็นหลักเหมือนเดิม
สิ่งที่จะมาถึงก่อน region คือ เงื่อนไขและต้นทุน ถ้าเกณฑ์ PUE และด่านพลังงานทำให้โครงการทยอยเปิดช้ากว่าที่ประกาศ ราคาที่คนใช้จริงจะยังไม่ถูกลงในระยะสั้น การวางแผนงบคลาวด์ปี 2027 จึงควรตั้งอยู่บนราคาปัจจุบัน ไม่ใช่ราคาที่หวังว่าจะได้จาก region ใหม่
อีกข้อที่คนทำงานสายนี้ควรจับตาคือ การถือหุ้น ถ้าดาต้าเซ็นเตอร์ถูกย้ายไปเป็นใบอนุญาตแบบที่ 3 จริง จำนวนผู้เล่นในตลาดและรูปแบบสัญญาจะเปลี่ยน ซึ่งมีผลต่อทั้งราคาและตัวเลือกที่เรามีในอีกสองสามปีข้างหน้า
กระทบองค์กรไทยและ SME โดยเฉพาะ
เรื่องแรกคือ data residency กับ PDPA การมีดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศทำให้ข้อกำหนดประเภทเก็บข้อมูลไว้ในไทยทำได้ง่ายขึ้นและถูกลง ซึ่งจะยิ่งสำคัญขึ้นเมื่ออ่านคู่กับ ร่าง พ.ร.บ. AI ของไทย ที่กำลังจะเข้ากระบวนการนิติบัญญัติ เพราะร่างนั้นผูกความรับผิดไว้กับคนที่เอา AI ไปใช้ ไม่ใช่แค่คนสร้าง องค์กรที่ต้องอธิบายได้ว่าข้อมูลลูกค้าไหลไปไหนจะได้เปรียบกว่ามาก
เรื่องที่สองคือ ค่าไฟ ข้อกังวลที่รัฐเขียนไว้ในภารกิจของบอร์ดตรง ๆ คือไม่ต้องการให้การใช้ไฟของดาต้าเซ็นเตอร์ไปเพิ่มภาระค่าไฟให้ประชาชนและภาคธุรกิจ นี่เป็นตัวชี้วัดที่ควรติดตามในปีหน้า เพราะถ้ากลไกนี้ทำงานไม่ได้ผล ต้นทุนพลังงานของทุกธุรกิจจะขยับตาม
เรื่องที่สามคือ โอกาสงาน เงื่อนไข BOI ที่บังคับให้ตำแหน่งระดับบริหารและผู้เชี่ยวชาญอย่างน้อยครึ่งหนึ่งเป็นคนไทยภายในสามปี บวกกับเงื่อนไขการฝึกอบรมและความร่วมมือกับมหาวิทยาลัย แปลว่าดีมานด์ตำแหน่งสาย infrastructure, network, พลังงานในดาต้าเซ็นเตอร์ และ site reliability ในไทยจะขยับขึ้นในช่วงสองถึงสามปีข้างหน้า
สำหรับองค์กรที่ต้องการเก็บข้อมูลไว้ในบ้านตัวเองจริง ๆ ตั้งแต่วันนี้ ทางเลือกที่พร้อมกว่าการรอ region คือการรันโมเดลและงานประมวลผลบนเครื่องของตัวเอง ซึ่งเราเคยเขียนไว้ในบทความ Local AI คืออะไร และ Local AI เอาไปทำอะไรได้บ้าง
ควรเริ่มทำอะไรตั้งแต่ตอนนี้
- จดว่าข้อมูลของคุณอยู่ประเทศไหน ทำรายการระบบที่เก็บข้อมูลส่วนบุคคล แล้วระบุ region จริงของแต่ละตัว ไม่ใช่เดาจากชื่อผู้ให้บริการ
- ตั้งงบคลาวด์ปี 2027 บนราคาวันนี้ อย่าคิดส่วนลดจาก region ไทยล่วงหน้า เพราะกำหนดเปิดยังเลื่อนได้
- ถ้าขายของให้ภาครัฐ ให้ศึกษาเส้นทาง GDCC เพราะการจัดซื้อคลาวด์ของหน่วยงานรัฐถูกบังคับให้ผ่านแพลตฟอร์มกลางแล้ว
- แยกงานที่ต้องอยู่ในประเทศออกจากงานที่ไม่ต้อง งานที่แตะข้อมูลส่วนบุคคลควรมีแผนสำรองที่ไม่ต้องรอโครงสร้างพื้นฐานใหม่
- ติดตามสองเรื่องนี้คู่กัน คือร่างระเบียบตั้งบอร์ดว่าจะประกาศใช้เมื่อไร และท่าทีของ กสทช. เรื่องประเภทใบอนุญาต เพราะสองเรื่องนี้จะกำหนดหน้าตาตลาดคลาวด์ไทยในอีกสามปีข้างหน้า
ภาพรวมคือไทยกำลังเปลี่ยนจากโหมด “ดึงเงินเข้าให้ได้มากที่สุด” ไปเป็นโหมด “คัดว่าใครควรได้สร้าง และสร้างแล้วประเทศได้อะไร” การตั้งบอร์ดครั้งนี้ยังไม่ใช่กฎหมาย และยังไม่มีบทลงโทษของตัวเอง แต่มันคือสัญญาณว่าช่วงที่ขอ BOI แล้วเดินหน้าได้เลยกำลังจะจบลง


