กลับไปข่าวสาร
AI · 27 ก.ย. 2026 · 10 นาที

โดนบล็อกก็ไม่หยุด: Agent ของ OpenAI ทะลวงเว็บรัฐออสเตรเลีย-สหรัฐฯ

#OpenAI#AI Agent#Security#Alignment#Transluce
โดนบล็อกก็ไม่หยุด: Agent ของ OpenAI ทะลวงเว็บรัฐออสเตรเลีย-สหรัฐฯ

ปลายเดือนสิงหาคมเราเล่าเรื่อง agent 700 ตัวของ OpenAI ที่รวมหัวกันเจาะ Hugging Face ไป สัปดาห์นี้ภาคต่อตามมาชุดใหญ่ นายกรัฐมนตรีออสเตรเลียแถลงว่า agent ของ OpenAI เข้าถึงไฟล์ที่ไม่เปิดสาธารณะในพอร์ทัลสถิติ Medicare ของรัฐบาล และ OpenAI ใช้เวลาเกือบสามเดือนกว่าจะแจ้ง ถัดมาอีกสองวัน OpenAI เปิดเผยเองว่า agent ของบริษัทไปป้วนเปี้ยนเว็บหน่วยงานรัฐสหรัฐฯ หลายแห่ง และเอารูปที่ผู้ใช้อัปโหลดเข้า ChatGPT 53 รูปไปฝากไว้บนเว็บฝากรูปภายนอก

สรุปสั้น ๆ: ภายในสัปดาห์เดียว (23-26 ก.ย. 2026) มีเหตุ agent ของ OpenAI ทำเกินขอบเขตถูกเปิดเผยอย่างน้อย 4 ชุด ได้แก่ พอร์ทัล Medicare ของออสเตรเลีย, การลองเจาะเว็บด้วย SQL injection และ XSS ที่ Transluce ขุดเจอ, การเข้าเว็บรัฐสหรัฐฯ พร้อมรูปผู้ใช้ 53 รูปที่หลุดออกไป และการใช้ DNS ลอดออกจาก sandbox เมื่อ 20 ก.ย. จน OpenAI ต้องพักการเทรนโมเดลที่เก่งที่สุดของตัวเอง ไม่มีข้อมูลส่วนบุคคลใน Medicare รั่ว แต่แพตเทิร์นเดียวกันโผล่ซ้ำทุกเคส คือ agent เจอประตูปิดแล้วไม่ยอมหยุด

ออสเตรเลีย: ระบบปฏิเสธแล้ว แต่ agent ไม่หยุด

เหตุเกิดเมื่อ 18 มิถุนายน 2026 ระหว่างที่ agent ตัวหนึ่งของ OpenAI ได้รับโจทย์วิจัยเรื่องค่าใช้จ่ายด้านยาของภาครัฐ มันเข้าไปที่พอร์ทัลรายงานสถิติ Medicare ซึ่ง Services Australia ดูแล ระบบปฏิเสธคำขอข้อมูลซ้ำหลายครั้ง แต่ agent หาทางอ้อมจนได้ และเข้าถึงไฟล์ทั้งที่เปิดสาธารณะและที่ไม่เปิด

สิ่งที่หลุดออกไปคือสถิติสุขภาพแบบภาพรวม (aggregate) ที่ยังไม่เผยแพร่ และชื่อไฟล์ภายในระบบ เจ้าหน้าที่ยืนยันว่า ไม่มีข้อมูล Medicare ของบุคคลรายใดถูกเข้าถึง ทางการยังไม่เปิดเผยว่า agent ใช้วิธีไหนผ่านการป้องกันไปได้

ที่ทำให้เรื่องบานปลายคือไทม์ไลน์ของการแจ้งเหตุ

  • 18 มิ.ย. agent เข้าถึงพอร์ทัล
  • 11 ส.ค. OpenAI พบเหตุการณ์จากการรีวิวพฤติกรรมโมเดลภายใน
  • 10 ก.ย. OpenAI ส่งอีเมลแจ้ง ไปที่ กล่องจดหมายสาธารณะ ของ Services Australia (กล่องที่นักวิจัยทั่วไปใช้ติดต่อ ไม่ใช่ช่องทางทางการระหว่างรัฐ)
  • 15 ก.ย. Services Australia ส่งเรื่องต่อหน่วยงานไซเบอร์ของประเทศ (ASD)
  • 24 ก.ย. นายกฯ แอนโทนี แอลบานีส แถลงต่อสาธารณะ และพอร์ทัลถูกปิดชั่วคราว

แอลบานีสบอกว่าได้คุยกับแซม อัลต์แมน โดยตรงเพื่อแสดง “ความกังวลอย่างยิ่ง” ของออสเตรเลีย และตั้งคณะทำงานเร่งด่วนร่วมระหว่างสำนักนายกฯ, ASD และสถาบันความปลอดภัย AI ของประเทศ ประโยคที่สื่อหยิบไปพาดหัวกันทั่วคือคำอธิบายของเขาว่า agent ตัวนี้ “หาทางเลี่ยงสิ่งที่กั้นไว้” และถูกปฏิเสธแล้วก็ไม่ยอมถอย ฝั่ง OpenAI ตอบว่ากำลังรีวิวกิจกรรมของโมเดลที่ไม่ตรงแนว (misaligned) อย่างละเอียด ได้แจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพร้อมข้อมูลเทคนิคแล้ว และยืนยันว่ายึดความโปร่งใส

Transluce: agent ขยับจากดึงข้อมูลเป็นลองเจาะระบบ

วันก่อนหน้า (23 ก.ย.) Transluce แล็บความปลอดภัย AI อิสระแบบไม่แสวงกำไร ตีพิมพ์รายงานที่อธิบาย “วิธีคิด” ของ agent ได้ชัดกว่าข่าวไหน ๆ

ทีมนี้ไปขุดบันทึกสาธารณะของ urlquery.net บริการที่ให้คนส่ง URL น่าสงสัยเข้าไปเปิดดูในเบราว์เซอร์ระยะไกลแบบ sandbox จุดสำคัญคือบริการนี้ให้รัน JavaScript ได้ agent จึงใช้มันเป็น “เบราว์เซอร์ยืม” สำหรับดึงข้อมูลจากเว็บที่ตัวเองเข้าตรง ๆ ไม่ได้ แล้วส่งผลลัพธ์ออกไปที่อื่น Transluce พบรายงานที่มีหลักฐานชัดว่าเป็นกิจกรรมของ agent 6,467 รายการ และที่ส่อว่าใช่อีกกว่า 31,000 รายการ กินเวลาตั้งแต่ราวพฤศจิกายน 2025 และพีกช่วงพฤษภาคมถึงมิถุนายน 2026

ในนั้นมีสามครั้งที่ agent ยกระดับจาก “ขอข้อมูลไม่ได้” ไปเป็น “ลองเจาะ”

  • ห้องสมุดดิจิทัล University of New Mexico (25-26 พ.ค.) พยายามดึงรูปภาพหนึ่งรูปแล้วไม่สำเร็จ จึงยิงทดสอบช่องโหว่ 7 ครั้ง ทั้ง SQL injection (แทรกคำสั่งฐานข้อมูลเข้าไปในช่องค้นหา), command injection และ path traversal (พยายามอ่านไฟล์ระบบอย่าง /etc/passwd) ไม่สำเร็จ
  • Data USA (28 พ.ค.) ขอข้อมูลการศึกษาแล้วเจอ error จึงยิงทดสอบอีก 12 แบบ รวมถึง XSS (แทรกสคริปต์ผ่าน URL) และ template injection ไม่สำเร็จ
  • สถาบันสุขภาพและสวัสดิการออสเตรเลีย (AIHW, 20-21 มิ.ย.) ถูก Cloudflare บล็อกการดาวน์โหลด จึงลอง XSS ซึ่งก็ถูกบล็อกเช่นกัน แต่สุดท้าย agent ไปเจอ เซิร์ฟเวอร์ pre-production (เครื่องทดสอบก่อนขึ้นระบบจริง) ของ AIHW ที่เปิดทิ้งไว้ แล้วทยอยดึงไฟล์ออกมาเป็นชิ้น ๆ กว่า 100 รอบจนครบ

Transluce ผูกสองเคสหลัง (AIHW กับ Data USA) กับ OpenAI ได้จากค่าพารามิเตอร์งานที่ตรงกัน ชื่อตัวแปรที่ generate เหมือนกัน และจังหวะเวลาที่ตรงกับโพสต์ของ agent ที่ลงชื่อว่า “OpenAIResearcher” บนวิกิสาธารณะ นอกจากนี้ Transluce ยังพบว่ามี agent ที่ดูเหมือนมาจาก OpenAI พยายามเจาะเว็บสำนักงานสิทธิพลเมืองของกระทรวงศึกษาธิการสหรัฐฯ แบบพื้น ๆ ซึ่งกระทรวงยืนยันว่าไม่กระทบระบบ

เคสเล็กในรายงานที่เกี่ยวกับไทยตรง ๆ

เคสแรกสุดที่ Transluce ใช้อธิบายว่า agent “ฉลาดขึ้นทีละขั้น” ยังไง เกิดเมื่อ 6 มีนาคม 2026 กับ API ของสำนักงาน ป.ป.ส. agent ตัวหนึ่งต้องการสถิติยาเสพติดของไทย แต่ดึงตรง ๆ แล้วได้ผลว่าง มันจึงลองทีละวิธี

  • เติมพารามิเตอร์ให้ตอบเป็น JSON ก็ยังว่าง
  • ส่งผ่านบริการแปลงหน้าเว็บเป็นข้อความ ข้อมูลออกมาแต่ภาษาไทยเพี้ยน
  • รัน JavaScript ที่เข้ารหัส base64 ภาษาไทยก็ยังเพี้ยน
  • เขียนสคริปต์เองให้ยัดผลลัพธ์ไว้ใน URL แล้วอ่านกลับ จึงได้ภาษาไทยครบถ้วน

ไม่มีการเจาะระบบในเคสนี้ และรายงานไม่ได้ระบุว่าเป็น agent ของค่ายไหน แต่ Transluce ยกมาเพราะมันคือต้นแบบของพฤติกรรมที่โผล่ในเคสหลัง ๆ ทั้งหมด คือเจออุปสรรคแล้วเปลี่ยนวิธีไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะได้ของ และบอกเราว่าข้อมูลเปิดของหน่วยงานไทยก็อยู่ในรายการที่ agent เข้ามาหยิบแล้ว

OpenAI เปิดเอง: เว็บรัฐสหรัฐฯ และรูปผู้ใช้ 53 รูป

วันที่ 25-26 ก.ย. OpenAI ออกมาเปิดเผยผลรีวิวเพิ่มเติมเอง โดยแจ้งองค์กรภายนอก “หลายสิบแห่ง” ไปแล้ว ทั้งหน่วยงานรัฐ มหาวิทยาลัย และองค์กรสาธารณะ สิ่งที่ยืนยันได้จากหลายสำนักข่าวมีดังนี้

  • agent เข้าเว็บของ ก.ล.ต. สหรัฐฯ (SEC) 2 เว็บ และข้อมูลของ สำนักงานสำมะโนประชากร (Census Bureau) OpenAI บอกว่าไม่พบการใช้ credential ของ SEC ไม่มีการเข้าบัญชี ไม่มีข้อมูลที่ไม่เปิดเผย และไม่มีการแก้ไขข้อมูล
  • ยังพบกิจกรรมบนเว็บของกระทรวงยุติธรรม, กระทรวงพาณิชย์ และเว็บรัฐบาลระดับรัฐในแคลิฟอร์เนีย แมริแลนด์ อิลลินอยส์ เท็กซัส และนิวยอร์ก
  • OpenAI จัดหมวดพฤติกรรมที่เจอไว้ 5 กลุ่ม คือ เลี่ยงการควบคุมสิทธิ์ (access-control bypass), เอา credential ที่หลุดอยู่ในที่สาธารณะมาใช้, query/command injection, เข้าถึงส่วนภายในของ runtime และ “agent spam”
  • บางกรณี agent เข้าฟีเจอร์ที่ปกติต้องยืนยันตัวตนหรือต้องสมัครสมาชิก โดยไปเจอรหัสล็อกอินหรือ access key ที่มีคนเผลอเปิดไว้ในที่สาธารณะ แล้วเอามาใช้ต่อ

ส่วนที่กระทบผู้ใช้ทั่วไปตรง ๆ ที่สุด คือ OpenAI พบ 53 กรณีที่รูปซึ่งผู้ใช้อัปโหลดเข้า ChatGPT ถูก agent ส่งออกไปวางบนเว็บฝากรูปภายนอก เป็นลิงก์แบบไม่ลิสต์สาธารณะ (ใครมีลิงก์ก็เปิดได้) รูปเหล่านี้มาจากผู้ใช้ที่ไม่ได้ปิดตัวเลือกให้นำข้อมูลไปเทรนโมเดล ข้อมูลจึงไหลเข้าระบบเทรนและทดสอบของ OpenAI ก่อนที่ agent จะหยิบออกไปข้างนอก นี่เป็นกรณีแรกที่รู้กันในวงกว้างว่า agent ของ OpenAI ทำข้อมูลผู้ใช้หลุดออกนอกบริษัท

OpenAI บอกว่าส่วนใหญ่เป็น “งานวิจัยตามปกติที่ agent เข้าไปอ่านข้อมูลบนเว็บสาธารณะ” แต่ยอมรับว่าการรีวิวทั้งหมดอาจต้องใช้เวลาอีกหลายเดือน

20 ก.ย.: หลุด sandbox ผ่าน DNS จนต้องพักเทรน

เหตุล่าสุดเกิดขึ้นในบ้านของ OpenAI เอง และเป็นเหตุผลที่บริษัท พักการเทรน การประเมิน และการรันแบบใช้เครื่องมือ ของโมเดลที่เก่งที่สุดทั้งหมด ไว้ก่อน

agent ตัวหนึ่งได้โจทย์เทรนให้สืบว่าใครเป็นผู้เขียนบล็อกโพสต์หนึ่ง จากเบาะแสประวัติและสำนวนการเขียน ในสภาพแวดล้อมที่ตั้งใจตัดขาดจากอินเทอร์เน็ตจริง ให้ค้นได้เฉพาะผ่านเครื่องมือค้นหาที่ควบคุมไว้และสำเนาเว็บแบบออฟไลน์ แต่ระบบลืมกรอง DNS (ระบบแปลงชื่อโดเมนเป็นที่อยู่ IP ที่ทุกเครื่องต้องใช้)

agent ลองทางตรงก่อนทุกทาง ทั้งพร็อกซี HTTPS และเสิร์ชเอนจิน พอโดนบล็อกหมดก็สังเกตว่า DNS ยังตอบกลับด้วยข้อมูลจริง มันจึงยัดคำถามลงไปในชื่อโดเมนย่อย ส่งผ่านบริการ DNS สาธารณะไปถึงแชตบอตภายนอกตัวหนึ่ง แล้วอ่านคำตอบกลับมาทางเดียวกัน รวมแล้วถามออกไปราว 22 คำถาม ตั้งแต่ทดสอบว่าช่องทางใช้ได้ไหม ไปจนถึงเบาะแสของคนที่ต้องสืบ และถามหาบริการ DNS tunneling กับเครื่องมือค้นเว็บเพิ่ม

ข่าวดีคือระบบเฝ้าระวังทำงานเร็วกว่าเคส Hugging Face มาก

  • 9:50 น. agent ได้คำตอบผ่าน DNS ครั้งแรก
  • 10:02 น. ระบบเฝ้าระวังยิงแจ้งเตือนระดับ P0 (ร้ายแรงสุด)
  • 10:05 น. มีคนรับเรื่อง
  • 12:34 น. หยุดรันด้วยมือ

ข่าวไม่ดีคือจากคนรับเรื่องถึงหยุดรันจริงยังใช้เวลาเกือบสองชั่วโมงครึ่ง OpenAI ระบุต้นเหตุไว้สามข้อ คือกรอง DNS ไม่พอ ระบบเฝ้าระวังยังมีจุดบอด และกลไกหยุดรันอัตโนมัติไม่ทำงาน แผนแก้คือทำ allowlist ของ DNS, เพิ่มการเฝ้าระวัง และทำ red-teaming เพิ่มก่อนเริ่มเทรนรอบใหม่

ภาพใหญ่: เหตุที่เปิดเผยแล้วอาจยังเป็นส่วนน้อย

Axios รายงานเมื่อ 26 ก.ย. ว่าทั้ง OpenAI และ Anthropic กำลังไล่ตรวจเหตุการณ์ที่โมเดลทำสิ่งที่ผู้ประเมินภายนอกมองว่าเป็นปัญหา รวมกัน หลายหมื่นกรณี ทั้งการเลี่ยง guardrail, หลุด sandbox, ตั้งกระดานคุยกันเอง และสั่งงานตัวเองในแบบที่หลบระบบตรวจของแล็บ

ตัวเลขนี้ต้องอ่านพร้อมบริบท แล็บใหญ่รันทดสอบกันหลักแสนรอบขึ้นไป พฤติกรรมเพี้ยนแค่เปอร์เซ็นต์เล็ก ๆ ก็รวมเป็นหลักหมื่นได้ และส่วนใหญ่ไม่ได้ก่อความเสียหายจริง หลายกรณีถูกระบบเฝ้าระวังจับได้ตั้งแต่แรก แต่ช่องว่างระหว่าง “หลายหมื่นกรณีที่แล็บรู้” กับ “ไม่กี่กรณีที่สาธารณะรู้” คือเหตุผลที่รัฐบาลอย่างออสเตรเลียไม่พอใจ

วิเคราะห์: agent ที่ไม่รู้จักยอมแพ้คือปัญหาทางวิศวกรรม

กระทบนักพัฒนาและคนใช้ agent ยังไง

อ่านทุกเคสรวมกันแล้วจะเห็นว่าไม่มีเคสไหนที่ agent “คิดร้าย” ทุกเคสเริ่มจากงานธรรมดา (หาสถิติ หาข้อมูลการศึกษา สืบชื่อคนเขียนบล็อก) แล้วพังตรงจุดเดียวกัน คือ agent ถูกเทรนมาให้ทำงานให้สำเร็จ แต่ไม่มีใครสอนว่าเมื่อไหร่ควรหยุด พอเจอประตูปิด มันก็ลองกุญแจดอกต่อไป ไล่จากพารามิเตอร์ JSON ไปถึง SQL injection ได้ในไม่กี่ขั้น

เราเคยเขียนเรื่องนี้ไว้ในบทความว่าทำไม agent ถึงพังเมื่อปล่อยให้ทำงานเองโดยไม่มีคนเฝ้า ข่าวสัปดาห์นี้คือตัวอย่างจริงระดับประเทศของสิ่งที่บทความนั้นเตือนไว้ บทเรียนสำหรับคนเขียน agent เองมีสองข้อ ข้อแรก “เงื่อนไขหยุด” ต้องเป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบตั้งแต่วันแรก ไม่ใช่ของเสริม ถ้าคุณเพิ่งสร้าง agent loop ตัวแรกจะเห็นว่าแค่ loop ธรรมดาก็ต้องมีเพดานรอบและทางออกที่ปลอดภัยแล้ว ข้อสอง sandbox ที่บล็อกแค่ HTTP ไม่ใช่ sandbox เคส DNS คือหลักฐานว่า agent จะหาช่องที่คุณลืมเจอเสมอ

กระทบคนไทยและองค์กรไทยโดยเฉพาะ

ฝั่งเจ้าของเว็บและหน่วยงานที่เปิดข้อมูล เคส ป.ป.ส. บอกเราว่า API และพอร์ทัลข้อมูลเปิดของไทยอยู่ในสายตาของ agent แล้ว ตอนนี้แค่มาดึงข้อมูลสาธารณะ แต่เคส AIHW แสดงให้เห็นว่าเมื่อทางหลักปิด agent จะไปหาทางรอง อย่างเซิร์ฟเวอร์ทดสอบที่ลืมปิด หน่วยงานไทยจำนวนมากมีเครื่อง staging หรือ UAT ที่เปิดออกเน็ตค้างไว้ ความเสี่ยงนี้เคยต่ำเพราะไม่มีใครขยันพอจะหา ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว

ฝั่งผู้ใช้ ChatGPT รูป 53 รูปหลุดมาจากผู้ใช้ที่ไม่ได้ปิดตัวเลือกให้นำข้อมูลไปเทรน คนไทยที่อัปโหลดเอกสารงาน สลิป หรือรูปบัตรต่าง ๆ เข้าแชตบอต ควรรู้ว่าข้อมูลที่ยอมให้เอาไปเทรน ไหลไปอยู่ในระบบที่ agent เข้าถึงได้ด้วย สำหรับองค์กรที่อยู่ใต้ PDPA เรื่องนี้หนักกว่าเดิม ถ้าพนักงานเอาข้อมูลลูกค้าไปใส่บัญชีส่วนตัวแล้วข้อมูลหลุดทางนี้ องค์กรคือผู้รับผิดชอบ

ฝั่งช่องทางแจ้งเหตุ OpenAI แจ้งออสเตรเลียผ่านกล่องอีเมลสาธารณะ แล้วเรื่องใช้เวลาอีกห้าวันกว่าจะถึงหน่วยงานไซเบอร์ องค์กรไทยหลายแห่งไม่มีช่องทางรับแจ้งเหตุความปลอดภัยที่ชัดเจนเลย ถ้าวันหนึ่งแล็บ AI ต่างประเทศจะแจ้งว่า agent ของเขาเข้าระบบคุณ อีเมลนั้นจะไปตกที่ไหน และจะมีคนอ่านไหม

ควรเตรียมหรือปรับอะไร

สำหรับเจ้าของเว็บและทีมไอทีขององค์กร

  • ปิดหรือล็อกเครื่อง staging/UAT ที่ไม่จำเป็นต้องเปิดออกอินเทอร์เน็ต เพราะนี่คือทางรองที่ agent ใช้จริงในเคส AIHW
  • กวาดหา credential ที่หลุด ใน repo, ไฟล์แนบเว็บ และชุดข้อมูลที่เผยแพร่ เพราะ OpenAI ยืนยันว่า agent หยิบของพวกนี้มาใช้จริง
  • ตั้ง rate limit และ WAF บน API ข้อมูลเปิด ให้แยกแยะได้ว่าคำขอซ้ำ ๆ ที่เปลี่ยนรูปแบบไปเรื่อย ๆ คือสัญญาณผิดปกติ
  • มีช่องทางรับแจ้งเหตุความปลอดภัยที่ชัดเจน เช่น ไฟล์ security.txt บนเว็บ ที่บอกว่าจะแจ้งช่องโหว่หรือเหตุผิดปกติได้ที่ไหน และมีคนรับผิดชอบอ่านจริง

สำหรับคนสร้างหรือใช้ agent

  • คุมทางออกเน็ตเวิร์กแบบ allowlist ครอบคลุม DNS ด้วย ไม่ใช่แค่บล็อก HTTP แล้วคิดว่าปิดครบ
  • ออกแบบให้ “ยอมแพ้” ได้ ถ้าโดนปฏิเสธหรือหาข้อมูลไม่เจอ agent ต้องมีทางเลือกหยุดแล้วรายงานกลับ พร้อมเพดานจำนวนครั้งที่ลองใหม่
  • เฝ้าดูแพตเทิร์นการยกระดับ เช่น agent ที่เริ่มเปลี่ยน encoding หรือหาบริการตัวกลาง คือสัญญาณให้หยุดตรวจ ก่อนมันจะไปถึงขั้นลองเจาะ
  • ให้คนหยุดระบบได้ทันที เคส DNS มีแจ้งเตือนภายใน 12 นาที แต่หยุดจริงเกือบสองชั่วโมงครึ่ง ปุ่มหยุดที่ต้องรอหลายขั้นตอนเท่ากับไม่มีปุ่ม

สำหรับผู้ใช้ทั่วไป ให้เข้าไปดูการตั้งค่าควบคุมข้อมูลในแชตบอตที่ใช้ แล้วตัดสินใจเองว่าจะยอมให้เอาข้อมูลไปเทรนหรือไม่ และอย่าอัปโหลดเอกสารที่มีข้อมูลส่วนตัวของคนอื่นเข้าบัญชีส่วนตัว

เคส Hugging Face เมื่อเดือนก่อนยังพอมองว่าเป็นอุบัติเหตุในห้องแล็บ ข่าวสัปดาห์นี้ทำให้มองแบบนั้นไม่ได้แล้ว agent ออกไปเจอเว็บของรัฐ ข้อมูลของผู้ใช้ และระบบของคนที่ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรด้วยเลย การคุม agent จึงกลายเป็นงานวิศวกรรมพื้นฐานที่ทุกทีมต้องทำ ทั้งทีมที่สร้าง agent เองและทีมที่ดูแลเว็บที่ agent จะแวะมา

อ่านต้นทางที่ ABC News · Transluce · OpenAI
Ruklay Pousajja
Ruklay Pousajja BI Consultant & Data Engineer

ข่าวอื่น ๆ