กลับไปข่าวสาร
AI · 15 มิ.ย. 2026 · 5 นาที

Apple ยกเครื่อง Siri ใหม่ — เช่าสมอง Gemini ของ Google

#Apple#Google Gemini#Siri#WWDC 2026
Apple ยกเครื่อง Siri ใหม่ — เช่าสมอง Gemini ของ Google

ในงาน WWDC 2026 ที่ผ่านมา Apple เปิดตัว Siri โฉมใหม่ที่สร้างขึ้นใหม่เกือบทั้งหมด แต่จุดที่คนในวงการพูดถึงมากที่สุดไม่ใช่ตัวฟีเจอร์ — แต่เป็นเบื้องหลังที่ว่า “สมอง” ของ Siri ใหม่นี้ไม่ได้มาจาก Apple เอง ทว่าเป็นโมเดล Gemini ของ Google ที่ Apple ยอมจ่ายค่าเช่าปีละราว 1,000 ล้านดอลลาร์

เกิดอะไรขึ้น

ตามรายงานของ Bloomberg (โดย Mark Gurman) ที่ Apple ยืนยันทิศทางนี้ในงาน WWDC 2026 Apple จะใช้โมเดล Gemini เวอร์ชันพิเศษที่ปรับแต่งเฉพาะ ขนาดราว 1.2 ล้านล้านพารามิเตอร์ (1.2 trillion) มาประมวลผลคำสั่งที่ซับซ้อนของ Siri

ตัวเลขนี้ใหญ่แค่ไหน? เทียบกับโมเดลที่ Apple ใช้รัน Siri บนคลาวด์อยู่ตอนนี้ซึ่งมีราว 1.5 พันล้านพารามิเตอร์ โมเดลใหม่ของ Google ใหญ่กว่าเกือบ 800 เท่า — พูดง่าย ๆ คือ Apple ยอมรับว่าโมเดลของตัวเองยังไม่พอจะทำให้ Siri ฉลาดทันคู่แข่งอย่าง ChatGPT หรือ Gemini ได้

สิ่งที่น่าสนใจไม่ใช่ “Siri ฉลาดขึ้น” แต่คือบริษัทที่หวงข้อมูลและคุมทุกชั้นของผลิตภัณฑ์มากที่สุดในโลก ยอมไปเช่าสมอง AI จากคู่แข่งโดยตรง

ทำไม Apple ถึงเลือก Google

ก่อนตัดสินใจ Apple ทดสอบโมเดลจากหลายเจ้า ทั้ง ChatGPT ของ OpenAI และ Claude ของ Anthropic ก่อนจะลงเอยที่ Gemini เวอร์ชันที่ Google ปรับแต่งให้โดยเฉพาะ

เหตุผลหลักคือเรื่องความสามารถล้วน ๆ — Apple ต้องการโมเดลที่จัดการงานหลายขั้นตอน เข้าใจบริบทบนหน้าจอ และสั่งงานข้ามแอปได้จริง ซึ่งเป็นสิ่งที่ Siri สัญญาไว้นานแต่ทำไม่ได้สักที จนต้องเลื่อนมาหลายรอบ

อีกมุมที่หลายคนมองข้ามคือ Apple กับ Google มีความสัมพันธ์ทางธุรกิจที่แน่นแฟ้นอยู่แล้ว — Google จ่ายเงินให้ Apple ปีละหลายหมื่นล้านดอลลาร์เพื่อเป็นเครื่องมือค้นหาเริ่มต้นบน Safari มานานหลายปี การจับมือเรื่อง AI ครั้งนี้จึงเป็นการต่อยอดบนความสัมพันธ์ที่ทั้งสองฝ่ายคุ้นเคยกันดี ต่างจากการต้องไปสร้างดีลใหม่กับ OpenAI หรือ Anthropic ตั้งแต่ศูนย์

เส้นทางที่ขรุขระของ Siri ใหม่

ย้อนกลับไป Apple เคยโชว์ Siri เวอร์ชันฉลาดขึ้น — รู้บริบทส่วนตัว เห็นสิ่งที่อยู่บนหน้าจอ สั่งงานข้ามแอปได้ — ตั้งแต่งาน WWDC ปีก่อน ภายใต้ร่ม “Apple Intelligence” แต่ของจริงกลับเลื่อนแล้วเลื่อนอีก จนกลายเป็นจุดที่ถูกวิจารณ์หนักว่า Apple ตามหลังในเกม AI

ปัญหาหลักไม่ใช่เรื่องดีไซน์ แต่เป็นเรื่องที่โมเดลภาษาของ Apple เองยังไม่เก่งพอจะทำงานซับซ้อนได้อย่างน่าเชื่อถือ การยอมหันไปเช่า Gemini จึงเป็นการตัดสินใจเชิงปฏิบัติ — เลือก “ส่งของให้ทันและใช้งานได้จริง” แทนที่จะรอสร้างเองให้เสร็จแล้วเสี่ยงเลื่อนต่อไปอีก

สำหรับบริษัทที่ภาพลักษณ์ผูกกับคำว่า “ทำเองทุกอย่าง” การยอมรับว่าต้องพึ่งคู่แข่งคือการตัดสินใจที่เจ็บแต่ตรงไปตรงมา

ข้อมูลผู้ใช้ยังอยู่ฝั่ง Apple

ประเด็นที่หลายคนกังวลคือความเป็นส่วนตัว แต่ Apple ออกแบบให้โมเดล Gemini นี้ รันบนเซิร์ฟเวอร์ของ Apple เอง (ผ่านระบบ Private Cloud Compute) ไม่ใช่ส่งข้อมูลไปประมวลผลที่ Google โดยตรง

โครงสร้างการทำงานแบ่งเป็นหลายชั้น:

  • งานง่าย ๆ ประมวลผลบนเครื่อง (on-device) ด้วยโมเดลของ Apple เอง ไม่ต้องส่งออกไปไหน
  • งานซับซ้อน ถึงจะส่งไปที่โมเดล Gemini ขนาดใหญ่บนคลาวด์ของ Apple

นั่นหมายความว่า Google ได้ค่าเช่าโมเดล แต่ไม่ได้เห็นข้อมูลผู้ใช้ Apple โดยตรง — อย่างน้อยก็ตามที่ Apple อธิบาย

ความหมายต่อผู้ใช้และวงการ

สำหรับผู้ใช้ iPhone ข่าวนี้แปลว่า Siri ที่เคย “โง่” จนหลายคนเลิกใช้ กำลังจะฉลาดขึ้นแบบก้าวกระโดด คุยเป็นเรื่องเป็นราว สั่งงานข้ามแอปได้ โดยจะทยอยมากับอัปเดตระบบปฏิบัติการรุ่นใหม่ในช่วงปลายปี

แต่ในระดับอุตสาหกรรม นี่คือสัญญาณที่ชัดเจนว่า การสร้างโมเดล AI ระดับแนวหน้าด้วยตัวเองนั้นยากและแพงแค่ไหน จนแม้แต่บริษัทที่มีเงินสดมากที่สุดในโลกอย่าง Apple ก็ยังเลือกที่จะ “จ่ายเพื่อเช่า” แทนที่จะไล่ตามสร้างเอง — และทำให้ Google กลายเป็นผู้ชนะเงียบ ๆ ที่ได้ทั้งเงินและการยอมรับจากคู่แข่งเบอร์หนึ่ง

บทเรียนสำหรับธุรกิจและคนทำงาน

ดีลนี้ไม่ได้สะท้อนแค่เรื่องของยักษ์สองเจ้า แต่ยังเป็นภาพย่อของคำถามที่ทุกองค์กรกำลังเจอ นั่นคือ “สร้างเอง หรือ ซื้อมาใช้?” (build vs. buy)

ถ้าแม้แต่ Apple ยังคำนวณแล้วว่าการเช่าโมเดลของคนอื่นคุ้มกว่าการทุ่มสร้างเอง บริษัททั่วไปที่ไม่ได้มีทรัพยากรระดับนั้นก็ยิ่งควรคิดให้ดีก่อนจะลงทุนสร้างโมเดล AI ของตัวเองตั้งแต่ต้น ในหลายกรณี การต่อยอดบนโมเดลสำเร็จรูป (เช่น ผ่าน API) แล้วเอาเวลาไปโฟกัสกับสิ่งที่ธุรกิจตัวเองเก่งจริง ๆ อาจเป็นทางที่เร็วและคุ้มกว่ามาก

ประเด็นที่ตามมาคือเรื่อง การพึ่งพา (dependency) — เมื่อหัวใจของผลิตภัณฑ์ไปอยู่ในมือคู่ค้า ทั้งราคา เงื่อนไข และทิศทางในอนาคตก็ถูกผูกไว้กับคนอื่นด้วย นี่คือความเสี่ยงที่ Apple เองก็คงรู้ดี และน่าจะเป็นเหตุผลที่ยังเดินหน้าพัฒนาโมเดลของตัวเองคู่ขนานไป เพื่อวันหนึ่งจะได้ “ถอดปลั๊ก” ออกจาก Google เมื่อพร้อม

Apple เลือก Gemini เพื่อแก้ปัญหาวันนี้ แต่เกมระยะยาวคือการสร้างสมองของตัวเองให้ทันคู่แข่งให้ได้ — ดีลนี้จึงน่าจะเป็นทางผ่าน ไม่ใช่ปลายทาง

สำหรับผู้อ่านที่ติดตามวงการ นี่คือหนึ่งในตัวอย่างที่ชัดที่สุดของปี 2026 ว่าการแข่งขัน AI ไม่ได้วัดกันแค่ใครมีโมเดลเก่งสุด แต่วัดกันที่ใครเอาโมเดล — ไม่ว่าจะของตัวเองหรือของคนอื่น — มาประกอบเป็นผลิตภัณฑ์ที่คนใช้จริงได้เร็วและดีที่สุด

อ่านต้นทางที่ Bloomberg
Ruklay Pousajja
Ruklay Pousajja BI Consultant & Data Engineer